อำนาจของหนังสือเดินทางเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า สวนทางสันติภาพโลกที่ถดถอยลง

Share

ลอนดอน, 21 กรกฎาคม 2569 /PRNewswire/ — รายงาน Henley Passport Index ฉบับครบรอบ 20 ปี เผยว่า ปัจจุบันหนังสือเดินทางโดยเฉลี่ยสามารถเดินทางเข้าสู่ 108 จุดหมายปลายทางทั่วโลกโดยไม่ต้องขอวีซ่า เพิ่มขึ้นจากเพียง 58 จุดหมายปลายทาง เมื่อมีการจัดทำดัชนีเป็นครั้งแรกในปี 2549 สะท้อนให้เห็นว่าการเดินทางระหว่างประเทศมีความสะดวกมากขึ้นอย่างมากตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

ผลการจัดอันดับดังกล่าวสวนทางอย่างชัดเจนกับรายงาน Global Peace Index ฉบับล่าสุด ซึ่งครบรอบ 20 ปีเช่นกัน และสะท้อนภาพสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เริ่มจัดทำดัชนี โดยข้อมูลจาก Institute for Economics & Peace ระบุว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความขัดแย้งระหว่างรัฐมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง และระดับสันติภาพทั่วโลกได้ลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 ติดต่อกัน ปัจจุบันมี 119 ประเทศที่มีระดับสันติภาพต่ำกว่าปี 2551 ขณะที่ 103 ประเทศมีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งกับต่างประเทศในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเกือบเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเริ่มจัดทำดัชนี

ขณะที่นักเดินทางหลายล้านคนกำลังเตรียมเดินทางข้ามพรมแดนในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูร้อนของซีกโลกเหนือ Henley Passport Index ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งอ้างอิงข้อมูล Timatic ที่จัดทำโดย International Air Transport Association (IATA) แสดงให้เห็นว่า การเดินทางระหว่างประเทศยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แม้ภูมิรัฐศาสตร์ของโลกจะเต็มไปด้วยความขัดแย้งมากขึ้น

สิงคโปร์ยังคงครองอันดับหนึ่งในฐานะหนังสือเดินทางที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ด้วยสิทธิเดินทางโดยไม่ต้องขอวีซ่าไปยัง 192 จุดหมายปลายทาง ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศที่อันดับขยับขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม โดยขยับขึ้น 3 อันดับ มาครองอันดับ 2 ร่วมกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ด้วยสิทธิเดินทางโดยไม่ต้องขอวีซ่าไปยัง 188 จุดหมายปลายทาง

สหราชอาณาจักรขยับขึ้นสู่อันดับ 6 หลังได้รับสิทธิเดินทางเข้าประเทศจีนและมาลาวี โดยไม่ต้องขอวีซ่า ขณะที่แคนาดาขึ้นมาอยู่อันดับ 7 ส่วนสหรัฐอเมริกายังคงอยู่อันดับ 10 และเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีหนังสือเดินทางติดอันดับต้น ๆ ของโลกที่ยังคงต้องขอวีซ่าเพื่อเดินทางเข้าประเทศจีน

Dr. Christian H. Kaelin ประธาน Henley & Partners และผู้สร้าง Henley Passport Index กล่าวว่า "ข้อมูลตลอดระยะเวลา 20 ปีแสดงให้เห็นว่า อำนาจของหนังสือเดินทางเป็นหนึ่งในตัวสะท้อนทุนทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศได้อย่างชัดเจนที่สุด เพราะไม่ได้สะท้อนเพียงสันติภาพหรือความมั่งคั่งเท่านั้น หนังสือเดินทางที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกเป็นของประเทศที่ประเทศอื่นต้องการเป็นพันธมิตรด้วย ไม่ว่าจะในด้านการค้า การลงทุน ความมั่นคง หรือความร่วมมือ"

ผู้ชนะ ผู้เสียเปรียบ และช่องว่างที่ขยายตัว

ตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เสรีภาพในการเดินทางทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในปี 2549 สหรัฐอเมริกา เดนมาร์ก และฟินแลนด์ครองอันดับหนึ่งร่วมกัน โดยสามารถเดินทางโดยไม่ต้องขอวีซ่าไปยัง 130 จุดหมายปลายทาง ปัจจุบัน สิงคโปร์ครองอันดับหนึ่งด้วย 192 จุดหมายปลายทาง อย่างไรก็ตาม ช่องว่างด้านเสรีภาพในการเดินทางทั่วโลกขยายตัวจาก 118 จุดหมายปลายทางเป็น 170 จุดหมายปลายทาง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยอัฟกานิสถานยังคงอยู่ในอันดับสุดท้าย

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศที่มีพัฒนาการมากที่สุด โดยเพิ่มจุดหมายปลายทางที่เดินทางได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าถึง 153 แห่ง ขณะที่โบลิเวียเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีจำนวนจุดหมายปลายทางที่เดินทางโดยไม่ต้องขอวีซ่าลดลงสุทธิในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยลดลง 6 จุดหมายปลายทาง

อิทธิพลด้านการเดินทางระหว่างประเทศได้เปลี่ยนผ่านจากกลุ่มผู้นำดั้งเดิมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก แม้ยุโรปจะยังครองอันดับต้น ๆ ของโลก แต่สหรัฐอเมริกาลดลงจากอันดับ 1 มาอยู่อันดับ 10 และสหราชอาณาจักรลดลงจากอันดับ 3 มาอยู่อันดับ 6 นับตั้งแต่ปี 2549 ขณะเดียวกัน ปัจจุบันมีหนังสือเดินทาง 38 ประเทศที่ติดอันดับ Top 10 เพิ่มขึ้นจาก 26 ประเทศ ในปี 2549

เมื่อสันติภาพช่วยทำนายอำนาจของหนังสือเดินทาง

การวิเคราะห์ใหม่ของ Henley & Partners ซึ่งเปรียบเทียบข้อมูลจาก Henley Passport Index (HPI) และ Global Peace Index (GPI) ตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา พบว่า ระดับสันติภาพมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับอำนาจของหนังสือเดินทาง (ค่าสหสัมพันธ์อันดับของสเปียร์แมน ρ = 0.65, p < 0.001) อย่างไรก็ตาม ประเทศที่เป็นข้อยกเว้นกลับให้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจยิ่งกว่า

ประเทศที่หนังสือเดินทางมีอำนาจสูงกว่าที่อันดับด้านสันติภาพเพียงอย่างเดียวจะบ่งชี้ได้อย่างชัดเจน ได้แก่ อิสราเอล (อันดับ 159 ใน GPI แต่อันดับ 18 ใน HPI), สหรัฐอเมริกา (อันดับ 134 ใน GPI แต่อันดับ 10 ใน HPI), ฝรั่งเศส (อันดับ 99 ใน GPI แต่อันดับ 4 ใน HPI), ยูเครน (อันดับ 160 ใน GPI แต่อันดับ 31 ใน HPI), สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (อันดับ 73 ใน GPI แต่อันดับ 2 ใน HPI), เกาหลีใต้ (อันดับ 57 ใน GPI แต่อันดับ 2 ใน HPI), บราซิล (อันดับ 124 ใน GPI แต่อันดับ 16 ใน HPI) และ รัสเซีย (อันดับ 163 ใน GPI แต่อันดับ 47 ใน HPI)

สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลถือเป็นข้อยกเว้นที่โดดเด่นที่สุด แม้ว่าสหรัฐฯ จะอยู่ในกลุ่มประเทศหนึ่งในห้าล่างสุดของ Global Peace Index และอิสราเอลจะติดอันดับหนึ่งในห้าประเทศที่มีสันติภาพต่ำที่สุดของโลก แต่ทั้งสองประเทศยังคงมีหนังสือเดินทางที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง ท่ามกลางความตึงเครียดกับอิหร่านและความไม่มั่นคงทั่วตะวันออกกลางที่กลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง สิ่งนี้สะท้อนว่าอำนาจของหนังสือเดินทางไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับสันติภาพเพียงอย่างเดียว

สำหรับหลายประเทศในกลุ่มโลกใต้ การมีสันติภาพเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นเสรีภาพในการเดินทางที่มากขึ้นได้ เนื่องจากอำนาจต่อรองทางการทูตที่จำกัด จำนวนข้อตกลงยกเว้นวีซ่าแบบต่างตอบแทนที่น้อยกว่า รวมถึงระบบวีซ่าของโลกที่ยังคงเอื้อประโยชน์แก่ประเทศที่มั่งคั่งและมีอิทธิพลมากกว่า ยังคงเป็นปัจจัยที่จำกัดอำนาจของหนังสือเดินทางของประเทศเหล่านี้ ทั้งนี้ Professor Mehari Taddele Maru แห่ง European University Institute ได้เสนอไว้ในงานวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่โดย Henley & Partners เกี่ยวกับการปฏิรูประบบวีซ่าของสหภาพยุโรปว่า นโยบายวีซ่าในปัจจุบันบางประการอาจยิ่งตอกย้ำอคติเชิงโครงสร้างต่อผู้เดินทางจากแอฟริกา ซึ่งก่อให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับความเป็นธรรมและความเสมอภาคในการเดินทางระหว่างประเทศ

ผลการศึกษาดังกล่าวเป็นฉากหลังของการจัดงาน Safe Haven Forum ซึ่ง Henley & Partners เตรียมจัดขึ้น โดยจะรวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุน ผู้กำหนดนโยบาย และที่ปรึกษาด้านความมั่งคั่ง เพื่อหารือเกี่ยวกับการเสริมสร้างความยืดหยุ่นผ่านการมีถิ่นที่อยู่ การถือสัญชาติ และการกระจายความมั่งคั่ง ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญความแตกแยกมากขึ้น

อ่านข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับเต็ม

Source : อำนาจของหนังสือเดินทางเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า สวนทางสันติภาพโลกที่ถดถอยลง

The information provided in this article was created by Cision PR Newswire, our news partner. The author's opinions and the content shared on this page are their own and may not necessarily represent the perspectives of Siam News Network.

Read more

Latest PR News