ผลวิจัยโครงการ FLOW ในงานประชุม ERA Congress ชี้ Semaglutide มีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยเบาหวานและโรคไต

Share

กลาสโกว์, สกอตแลนด์, 4 มิถุนายน 2569 /PRNewswire/ — ผลการศึกษาล่าสุดจากโครงการวิจัย FLOW ซึ่งนำเสนอในงานประชุมใหญ่ ERA Congress ครั้งที่ 63 เผยให้เห็นว่า การใช้ยา Semaglutide สัปดาห์ละ 1 ครั้ง สามารถช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่ที่เป็นทั้งโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (T2D) และโรคไตเรื้อรัง (CKD) ได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเทียบเท่ากับการช่วยให้ผู้ป่วยมีสุขภาวะที่สมบูรณ์แข็งแรงเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 8 วันต่อปี

ก่อนหน้านี้ ผลการศึกษาดังกล่าวได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ยา Semaglutide สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากโรคไตได้ถึง 24% และลดอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุลง 20% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ใช้ยาหลอก ตลอดระยะเวลาการรักษาเฉลี่ย 3.4 ปี ขณะที่ผลการวิเคราะห์ครั้งใหม่นี้ ถือเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ชิ้นสำคัญที่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคุณประโยชน์ของยา Semaglutide นั้นเป็นมากกว่าแค่ผลการรักษาทางคลินิกทั่วไป แต่ยังส่งผลดีต่อความรู้สึกและสมรรถภาพในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยด้วย

สำหรับผู้ที่ต้องเผชิญกับทั้งโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคไตเรื้อรังแล้ว อาการของโรค รวมถึงภาระในการรักษาและข้อจำกัดทางร่างกายที่ลดลง ล้วนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในแต่ละวันอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้คุณภาพชีวิตกลายมาเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการรักษาในปัจจุบัน

การศึกษา FLOW มีผู้เข้าร่วมโครงการที่ถูกสุ่มเลือกทั้งหมด 3,533 ราย แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับยา Semaglutide 1,767 ราย และกลุ่มที่ได้รับยาหลอก 1,766 ราย โดยทำการประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพผ่านแบบสอบถาม EQ-5D-5L ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีจากมุมมองของผู้ป่วยโดยตรง ครอบคลุมทั้งด้านการเคลื่อนไหว การดูแลตัวเอง การทำกิจกรรมประจำวัน อาการปวดหรือไม่สบายตัว ภาวะวิตกกังวลหรือซึมเศร้า รวมถึงมุมมองต่อสุขภาพในภาพรวม

หลังรักษาผ่านไป 2 ปี พบว่าคะแนนสถานะสุขภาพซึ่งมีค่าตั้งแต่ 0 (เสียชีวิต) ถึง 1 (สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง) ของกลุ่มที่ใช้ยา Semaglutide ยังคงอยู่ในระดับคงที่ ในขณะที่กลุ่มที่ได้รับยาหลอกมีคะแนนลดลง โดยผลต่างของการรักษาเฉลี่ยอยู่ที่ +0.021 (p=0.0001) ซึ่งเทียบเท่ากับการช่วยให้ผู้ป่วยมีเวลาใช้ชีวิตด้วยสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์เพิ่มขึ้นประมาณ 8 วันต่อปี

ในส่วนของคะแนนการประเมินสุขภาพโดยรวมด้วยตนเอง พบว่ากลุ่มที่ใช้ยา Semaglutide มีผลคะแนนที่พัฒนาดีขึ้น ตรงกันข้ามกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอกซึ่งมีคะแนนลดลง โดยมีส่วนต่างของผลการรักษาอย่างมีนัยสำคัญอยู่ที่ +2.15 (p<0.0001) และเมื่อเวลาผ่านไป อาการของกลุ่มที่ใช้ยาหลอกยิ่งทรุดลงเรื่อย ๆ ขณะที่กลุ่มที่ใช้ยา Semaglutide ยังคงเส้นคงวา

นอกจากนี้ ผลการประเมินใน 4 จาก 5 ด้านหลัก ได้แก่ การเคลื่อนไหว การดูแลตัวเอง การทำกิจกรรมประจำวัน และอาการปวดหรือไม่สบายตัว ของกลุ่มผู้ป่วยที่ใช้ยา Semaglutide ต่างปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ใช้ยาหลอก โดยมีเพียงด้านภาวะวิตกกังวลหรือซึมเศร้าเท่านั้นที่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ คุณประโยชน์ดังกล่าวให้ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกันในภาพรวมของผู้ป่วยทุกกลุ่มย่อย

ศาสตราจารย์ Johannes Mann หัวหน้าทีมผู้เขียนรายงานผลการศึกษาในครั้งนี้ กล่าวว่า "เราค่อนข้างประหลาดใจกับคุณประโยชน์ของยา Semaglutide ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้มากถึงเพียงนี้ เพราะนอกจากจะมีนัยสำคัญในทางการแพทย์แล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ยังสะท้อนออกมาอย่างเด่นชัดในมิติต่าง ๆ ของการดำเนินชีวิตประจำวัน ทั้งในแง่ของสมรรถภาพทางร่างกายและความเป็นอยู่ที่ดีในภาพรวม"

"ก่อนหน้านี้ เรามีความกังวลเกี่ยวกับผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิต เนื่องจากยากลุ่ม GLP-1 Receptor Agonist มักก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร" ศ. Mann กล่าวเสริม "ผลการศึกษาของเราในครั้งนี้ได้ช่วยพิสูจน์แล้วว่า คุณประโยชน์ของยา Semaglutide ในการดูแลรักษาโรคไตเรื้อรังนั้น ก้าวข้ามข้อจำกัดของการวัดผลทางคลินิกแบบเดิม ๆ ไปสู่การสร้างผลลัพธ์เชิงบวกที่ผู้ป่วยสัมผัสได้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อตัวผู้ป่วยโดยตรง"

Source : ผลวิจัยโครงการ FLOW ในงานประชุม ERA Congress ชี้ Semaglutide มีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยเบาหวานและโรคไต

The information provided in this article was created by Cision PR Newswire, our news partner. The author's opinions and the content shared on this page are their own and may not necessarily represent the perspectives of Siam News Network.

Read more

Latest PR News