IEP – ความขัดแย้งทำสถิติสูงสุด ฉุดสันติภาพโลกสู่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ ขณะที่การใช้ AI ในการทำสงครามพุ่งทะยาน

Share

IEP – ความขัดแย้งทำสถิติสูงสุด ฉุดสันติภาพโลกสู่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ ขณะที่การใช้ AI ในการทำสงครามพุ่งทะยาน

ลอนดอน, 9 มิถุนายน 2569 /PRNewswire/ — รายงานดัชนีสันติภาพโลก (Global Peace Index: GPI) ประจำปี 2569 ซึ่งเผยแพร่ในวันนี้โดยสถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ (Institute for Economics & Peace: IEP) เปิดเผยว่า โลกกำลังเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากจำนวนความขัดแย้งที่สูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้นและยากต่อการแก้ไขมากขึ้นเรื่อย ๆ ความเสื่อมถอยดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งมีลักษณะเด่นคืออิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของประเทศมหาอำนาจระดับกลาง ขณะอำนาจของมหาอำนาจยุโรปดั้งเดิมกำลังอ่อนแรงลง โดยปรากฏการณ์นี้เป็นที่รู้จักในชื่อ "การแยกตัวครั้งใหญ่" (The Great Fragmentation) ขณะเดียวกัน ยังมาพร้อมกับการปฏิวัติทางเทคโนโลยีด้านการสงครามที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว จนกฎหมายระหว่างประเทศและกลไกทางการทูตไม่อาจก้าวตามได้ทัน

เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่เครื่องจักรทำการตัดสินใจเกี่ยวกับความเป็นความตายในสนามรบได้รวดเร็วกว่าที่มนุษย์จะสามารถตรวจสอบได้ และกรอบกติการะหว่างประเทศที่ควรใช้กำกับดูแลเทคโนโลยีเหล่านี้แทบไม่มีอยู่เลย

ผลลัพธ์สำคัญ

  • 99 ประเทศมีระดับสันติภาพและความสงบสุขเสื่อมถอยลงในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มจัดทำดัชนีเมื่อ 20 ปีก่อน
  • 119 ประเทศ หรือ 73% ของทั้งหมด มีระดับสันติภาพต่ำกว่าช่วงที่ GPI เผยแพร่ครั้งแรกในปี 2550
  • จำนวนประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งภายนอกประเทศเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า จาก 59 ประเทศในปี 2551 เป็น 103 ประเทศในรายงาน GPI ปี 2569
  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความรุนแรงทั่วโลกเพิ่มขึ้น 3.2% สู่ระดับ 21.81 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 คิดเป็น 10.5% ของ GDP โลก
  • การโจมตีด้วยโดรนเพิ่มขึ้นมากกว่า 11,500% ระหว่างปี 2561 ถึง 2568 ขณะที่ AI ได้ย่นระยะเวลาในการระบุเป้าหมายจากหนึ่งวันเหลือเพียงไม่กี่วินาที
  • จำนวนผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 181,000 คนในปี 2568 เพิ่มขึ้นหกเท่าเมื่อเทียบกับปี 2551
  • ค่าใช้จ่ายทางทหารทั่วโลกในปี 2568 ซึ่งมียุโรปเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่หากไม่นับรวมสหรัฐอเมริกา ค่าใช้จ่ายทางทหารทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 9.2%
  • การทูตที่ประสบความสำเร็จในการยับยั้งไม่ให้สงครามในอิหร่านกลับมาปะทุอีกครั้ง จะช่วยสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่โลกคิดเป็นมูลค่าราว 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ระดับสันติภาพทั่วโลกเสื่อมถอยลงเป็นปีที่ 12 ติดต่อกัน โดยจำนวนความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับรัฐที่ยังคงดำเนินอยู่เพิ่มขึ้นเป็น 61 กรณี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการถดถอยในระยะยาวนี้ คือจำนวนผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นถึงหกเท่านับตั้งแต่ปี 2550 จาก 29,000 คน เป็นมากกว่า 181,000 คนในปี 2568 ขณะที่จำนวนประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งตั้งแต่ 1,000 คนขึ้นไปอยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มจัดทำรายงานดัชนี GPI เมื่อ 20 ปีก่อน

ความรุนแรงที่ยกระดับขึ้นดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระดับกว้างของระบบระหว่างประเทศ ซึ่งเรียกว่า "การแยกตัวครั้งใหญ่" เมื่อมหาอำนาจระดับกลางที่กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นเข้ามาเติมเต็มสุญญากาศอำนาจ ซึ่งมหาอำนาจเดิมที่กำลังเสื่อมอิทธิพลทิ้งไว้ กติกาและระเบียบระหว่างประเทศที่เคยค้ำจุนสันติภาพโลกก็เริ่มแตกแยกและเสียความเป็นเอกภาพ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากการลดลงอย่างมากของอิทธิพลทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจยุโรปในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2538 สัดส่วน GDP โลกของเยอรมนีลดลง 49% ฝรั่งเศสลดลง 44% และอิตาลีลดลง 42% เมื่อสถาบันพหุภาคีมีบทบาทลดลง และฉันทมติระหว่างมหาอำนาจอ่อนแอลง กลไกที่เคยใช้ในการยุติสงครามในอดีตจึงกำลังล้มเหลว โดยสัดส่วนของความขัดแย้งที่ยุติลงด้วยข้อตกลงสันติภาพลดลงอย่างมากจาก 23% ในช่วงทศวรรษ 1970 เหลือเพียง 4% ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ขณะที่การลงทุนทั่วโลกเพื่อการสร้างสันติภาพในเชิงรุกมีสัดส่วนเพียง 0.52% ของค่าใช้จ่ายทางทหารทั้งหมด

AI และเครื่องมือทำสงครามยุคใหม่

โดรนได้กลายเป็นอาวุธสำคัญที่กำหนดลักษณะการทำสงครามสมัยใหม่ ด้วยจำนวนการโจมตีตามที่มีการบันทึกไว้เพิ่มขึ้นถึง 11,500% ระหว่างปี 2561 ถึง 2568 การแพร่กระจายของเทคโนโลยีนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะรัฐชาติอีกต่อไป เนื่องจากมีกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ ถึง 565 กลุ่ม รวมถึงแก๊งค้ายาเสพติด ใช้โดรนในการโจมตีในช่วงเวลาดังกล่าว

ในฉนวนกาซา มีรายงานว่าระบบกำหนดเป้าหมายด้วยอัลกอริทึมได้ย่นระยะเวลาที่มนุษย์ใช้ตรวจสอบเป้าหมายที่ AI สร้างขึ้นเหลือเพียงประมาณ 20 วินาทีต่อการโจมตีแต่ละครั้ง ขณะที่ในยูเครน มีการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในการเข้าปะทะเป้าหมายโดยไม่มีผู้ปฏิบัติการมนุษย์อยู่ในวงจรการตัดสินใจ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวก่อให้เกิดความกังวลอย่างมาก ว่าการกำกับดูแลอย่างมีนัยสำคัญโดยมนุษย์ในการตัดสินใจใช้กำลังที่ร้ายแรงถึงชีวิตกำลังถูกลดทอนบทบาทลง

ประเด็นสำคัญระดับโลก

ท่ามกลางแรงกดดันระดับโลกเหล่านี้ ไอซ์แลนด์ยังคงเป็นประเทศที่มีสันติภาพมากที่สุดในโลก โดยครองตำแหน่งนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 ติดต่อกัน ตามมาด้วยนิวซีแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ สโลวีเนีย และไอร์แลนด์ ขณะที่เป็นครั้งแรกที่รัสเซียกลายเป็นประเทศที่มีสันติภาพน้อยที่สุดในโลก ตามมาด้วยซูดาน สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ยูเครน และอิสราเอล เอเชียใต้เป็นภูมิภาคที่มีการเสื่อมถอยของสันติภาพมากที่สุดในดัชนีปี 2569 โดยมีสาเหตุหลักจากความสงบสุขที่ลดลงในเนปาลและปากีสถาน ในขณะเดียวกัน ความไม่มั่นคงทางการเมืองและการชุมนุมประท้วงที่ใช้ความรุนแรงซึ่งพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้สหรัฐอเมริกามีระดับสันติภาพลดลง 4% และตกไปอยู่อันดับที่ 134 ซึ่งเป็นอันดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มจัดทำดัชนีนี้

ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความรุนแรงทั่วโลกเพิ่มขึ้น 3.2% สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 21.81 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเทียบเท่ากับ 10.5% ของ GDP โลก ความแตกต่างของผลกระทบทางเศรษฐกิจมีความชัดเจนอย่างยิ่ง โดยสำหรับ 10 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงมากที่สุด ผลกระทบเฉลี่ยคิดเป็น 23.4% ของ GDP ขณะที่สำหรับ 10 ประเทศที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ผลกระทบเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 2.2% ของ GDP

Steve Killelea ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารของ IEP กล่าวว่า: 

"ขณะที่ปรากฏการณ์ ‘การแยกตัวครั้งใหญ่’ ทวีความรุนแรงขึ้น สถาบันและกลไกที่มีหน้าที่ธำรงรักษาสันติภาพกลับตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่รัฐบาลต่าง ๆ ก็ประสบความยากลำบากในการปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป กลุ่มความขัดแย้งต่าง ๆ ก็กำลังมีลักษณะเป็นสากลมากขึ้นและขยายวงกว้างขึ้น ส่งผลให้การคลี่คลายหรือยุติความขัดแย้งเหล่านี้ทำได้ยากเป็นพิเศษ กลุ่มความขัดแย้งที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน คือพื้นที่โค้งแห่งความไร้เสถียรภาพ (arc of instability) ซึ่งพาดยาวจากเอเชียใต้ ผ่านอิหร่านและตะวันออกกลาง ไปจนถึงภูมิภาคจะงอยแอฟริกา (Horn of Africa)

"AI และเทคโนโลยีโดรนอัตโนมัติกำลังถูกใช้เพื่อตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตาย โดยระยะเวลาการกำกับดูแลของมนุษย์ถูกลดทอนลงเหลือเพียงไม่กี่วินาที ขณะเดียวกัน ระบบและกลไกกำกับดูแลต่าง ๆ กลับตามไม่ทันสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ขณะที่จำนวนพลเรือนที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบด้านมนุษยธรรมที่ตามมาจึงรุนแรงอย่างยิ่ง"

การเพิ่มขึ้นและการแพร่กระจายของความขัดแย้ง

ความขัดแย้งภายในประเทศที่มีการแทรกแซงจากต่างชาติเพิ่มขึ้นถึง 175% นับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา ความขัดแย้งในยุคใหม่มีลักษณะเด่นคือการทับซ้อนกันของระบบความขัดแย้ง กล่าวคือ สงครามที่เกิดขึ้นในพื้นที่หนึ่งไม่ได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป แต่กลับเชื่อมโยงและส่งผลต่อความไม่มั่นคงในระดับภูมิภาคในวงกว้าง ผ่านปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ และการทหาร ตลอดจนกระแสการอพยพของผู้ลี้ภัย

พลวัตเหล่านี้ได้รับแรงขับเคลื่อนมากขึ้นเรื่อย ๆ จากเศรษฐกิจผิดกฎหมายที่สามารถสร้างรายได้หล่อเลี้ยงตนเอง โดยมูลค่าการผลิตของเศรษฐกิจยาเสพติดผิดกฎหมายใน 5 ประเทศหลักที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง เพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่าระหว่างปี 2558 ถึง 2567 จาก 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 5.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

สงครามกลางเมืองในซูดานถือเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่รุนแรงที่สุดในโลก โดยมีผู้ถูกสังหารประมาณ 150,000 คน ผู้พลัดถิ่นมากกว่า 12 ล้านคน และมีการยืนยันการเกิดภาวะอดอยากในหลายพื้นที่ ซูดานเป็นตัวอย่างชัดเจนของการทำงานของกลุ่มความขัดแย้งที่เชื่อมโยงกัน เนื่องจากความขัดแย้งในซูดาน เอธิโอเปีย เอริเทรีย ซูดานใต้ และโซมาเลีย มีความเชื่อมโยงถึงกันผ่านกระแสการเคลื่อนย้ายอพยพของผู้ลี้ภัย การสนับสนุนกลุ่มตัวแทน และเครือข่ายการค้าผิดกฎหมาย สงครามในซูดานยังสามารถสร้างรายได้เลี้ยงตนเองได้บางส่วนจากทรัพยากรทองคำ โดยกองกำลัง Rapid Support Forces (RSF) สามารถผลิตทองคำได้ประมาณ 10 ตันในปี 2567 เพียงปีเดียว คิดเป็นมูลค่าราว 860 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อราคาทองคำปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์ แรงจูงใจทางการเงินในการยึดครองและควบคุมเหมืองทองคำก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้การยุติการสนับสนุนจากรัฐภายนอกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะยุติการสู้รบได้

สงครามอิหร่านและผลกระทบทางเศรษฐกิจ

สงครามในอิหร่านทำหน้าที่เสมือนตัวเร่งทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับทวีคูณที่ขยายและเพิ่มความรุนแรงให้กับเส้นทางความขัดแย้งที่มีอยู่เดิม พร้อมทั้งกระจายความไม่มั่นคงไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในวงกว้าง นอกเหนือจากแรงกระแทกทางเศรษฐกิจมหภาคโดยตรงแล้ว ความขัดแย้งดังกล่าวยังส่งผลให้เครือข่ายตัวแทน รวมถึงกลุ่มก่อความไม่สงบข้ามพรมแดนที่มีอยู่เดิมเกิดความเคลื่อนไหวมากขึ้น ตั้งแต่กองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในอิรัก ไปจนถึงกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในแคว้นบาลูจิสถาน ที่ก่อเหตุโจมตีข้ามพรมแดนระหว่างปากีสถานและอิหร่าน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ประเทศเพื่อนบ้านจะถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งระดับภูมิภาคที่ขยายตัวกว้างขึ้น

ในทางเศรษฐกิจ ผลกระทบจะมีนัยสำคัญและกระจายตัวอย่างไม่เท่าเทียมกัน แม้ว่าคาดว่าความสูญเสียของ GDP โลกอยู่ที่ประมาณ 0.6% ในปีแรก แต่ประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดกลับเป็นกลุ่มประเทศเปราะบางที่พึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก นอกจากนี้ โลกยังกำลังเผชิญวิกฤตด้านการผลิตอาหาร เนื่องจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรในอนาคตทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียใต้และแอฟริกาตะวันออก การขาดแคลนผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้และภาวะเงินเฟ้อด้านอาหารจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในช่วงปลายปี 2569 และปี 2570

ประเทศที่มีความเปราะบางสูง เช่น ปากีสถาน อียิปต์ และเคนยา จะต้องเผชิญกับภาระการต่ออายุหนี้รวมกันคิดเป็นมูลค่า 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายปี 2569 ท่ามกลางเส้นทางการค้าที่ถูกรบกวนและการทบทวนโครงการช่วยเหลือทางการเงินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่เข้มงวดขึ้น ความแตกต่างระหว่างสถานการณ์ที่ความขัดแย้งยืดเยื้อจนเข้าสู่ภาวะชะงักงัน กับสถานการณ์ที่สงครามกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งนั้นอยู่ในระดับมหาศาล หากความพยายามทางการทูตสามารถป้องกันการลุกลามของสงครามได้สำเร็จ จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่โลกได้ราว 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ประเด็นสำคัญรายภูมิภาค

ยุโรปยังคงเป็นภูมิภาคที่มีสันติภาพมากที่สุดในโลก โดยเป็นที่ตั้งของ 7 ประเทศจาก 10 ประเทศที่มีระดับสันติภาพสูงที่สุด อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการลดบทบาททางทหารและการลดกำลังทางทหารที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานเกิดการพลิกกลับอย่างชัดเจนนับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ขณะที่ภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ยังคงเป็นภูมิภาคที่มีสันติภาพต่ำที่สุดในโลก โดยมี 4 ประเทศติดอยู่ในกลุ่ม 10 ประเทศที่มีระดับสันติภาพต่ำที่สุด

เอเชียใต้เป็นภูมิภาคที่เกิดการเสื่อมถอยของสันติภาพมากที่สุด โดยเนปาลร่วงลง 26 อันดับ นับเป็นการลดลงรุนแรงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกประเทศทั่วโลก ส่วนปากีสถานมีอันดับลดลงมาอยู่ที่อันดับ 152 ของโลก 

ระดับสันติภาพในอเมริกาเหนือและอเมริกากลางเสื่อมถอยลง โดยมีสาเหตุหลักมาจากที่สหรัฐอเมริกามีอันดับด้านสันติภาพลดลง

หมายเหตุถึงบรรณาธิการ

สามารถดูรายงาน GPI ประจำปี 2569 ฉบับสมบูรณ์และแผนที่แบบอินเทอร์แอคทีฟได้ที่: visionofhumanity.org และ economicsandpeace.org

X: @GlobPeaceIndex 

Facebook: facebook.com/globalpeaceindex

เกี่ยวกับดัชนีสันติภาพโลก (GPI) 

ดัชนีสันติภาพโลก (Global Peace Index: GPI) จัดทำโดยสถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ (Institute for Economics & Peace) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองระหว่างประเทศ และมีการเผยแพร่อย่างต่อเนื่องทุกปีตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เป็นแหล่งข้อมูลที่ครอบคลุมที่สุดเกี่ยวกับแนวโน้มสันติภาพทั่วโลก โดยจัดอันดับประเทศและดินแดนอิสระจำนวน 163 แห่ง ครอบคลุมประชากรโลกถึง 99.7% ดัชนีนี้ใช้ตัวชี้วัดหลายด้านในการประเมินสถานะสันติภาพในแง่ของ ‘ความปลอดภัยและความมั่นคงของสังคม’ ‘ความขัดแย้งภายในและระหว่างประเทศที่ดำเนินอยู่’ และ ‘ระดับการทหาร’

เกี่ยวกับสถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ (IEP) 

สถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ (Institute for Economics & Peace: IEP) เป็นสถาบันคลังสมองชั้นนำของโลกที่มุ่งเน้นการพัฒนาเกณฑ์วัดเพื่อวิเคราะห์สันติภาพและประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของสันติภาพ โดยดำเนินงานผ่านการพัฒนาดัชนีระดับโลกและระดับประเทศ รวมถึงดัชนีสันติภาพโลก (Global Peace Index) ประจำปี ตลอดจนคำนวณต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากความรุนแรง และศึกษาทำความเข้าใจแนวคิด Positive Peace (สันติภาพเชิงบวก) ซึ่งหมายถึงทัศนคติ สถาบัน และโครงสร้างที่สร้างและธำรงรักษาสังคมที่สงบสุขอย่างยั่งยืน

โลโก้ – https://mma.prnasia.com/media2/2538078/IEP_Logo.jpg?p=medium600

Source : IEP – ความขัดแย้งทำสถิติสูงสุด ฉุดสันติภาพโลกสู่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ ขณะที่การใช้ AI ในการทำสงครามพุ่งทะยาน

The information provided in this article was created by Cision PR Newswire, our news partner. The author's opinions and the content shared on this page are their own and may not necessarily represent the perspectives of Siam News Network.

Read more

Latest PR News